Categories

อันเนื่องมาจากบล็อกนี้ค่ะ ที่พูดถึง The Fall ทำให้นัทสำนึกได้ว่า ซื้อแผ่นมาแล้วยังไม่ได้ดูเสียที วันนี้เลยหาโอกาสนั่งดูแบบตั้งใจสักครั้ง

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้จบ นัทนึกอยากจะร้องงอแงเหมือนอเล็กซานเดรีย ตัวเอกของเรื่องที่อ้อนวอนรอย ขอให้รอยเล่าเรื่องต่อ อย่าให้เรื่องจบเลย หนังทั้งภาพสวย เนื้อเรื่องน่าประทับใจ รวมถึงมีสัญลักษณ์มากมายที่นัทยังตีความไม่ออก และคิดว่าต่อให้ดูจนแก่ก็ยังคงตีความได้ไม่ครบ ทำนองเดียวกับหนังสือ "ทรายกับฟองคลื่น" ของคาลิล ยิบราน ชอบหนังเรื่องนี้จริงๆ แต่ยังขอดูอีกสักรอบสองรอบก่อนจะตัดสินใจว่าจะรับไว้เป็นหนังโปรด เหมือนอย่าง Amelie , Oldboy หรือเปล่า

ช่วงต้นของหนังนั้นหลอกล่อให้เราหัวเราะไปกับตลกเสียดสีได้อย่างสนิทใจ หลายฉากที่แม้จะน่ารักเพียงใด เราก็ยังต้องหัวเราะไปพร้อมๆกับคาดเดาว่าปมเล็กๆที่เค้าทิ้งไว้ระหว่างทางนั้น มันจะถูกเฉลยตอนไหนของเรื่องและจะเป็นไปตามที่เราคาดเดาไว้หรือเปล่า อย่างเช่นตอนที่รอยบอกอเล็กซานเดรียให้ลากเก้าอี้มานั่งคุยข้างๆเตียงคนไข้ของเค้า แล้วสาวน้อยวัย 5 ขวบของเราก็ต้องเอามือข้างขวาเพียงข้างเดียวลากเก้าอี้ตัวโตเพราะมือข้างซ้ายของเธอเข้าเฝือกอยู่อันเนื่องมาจากการ fall จากต้นส้มในไร่ของครอบครัวเธอ ตอนดูฉากนี้รู้สึกเลยว่าเค้าปล่อยคำใบ้ออกมาแล้ว แต่พอปมนี้ถูกเปิดเผยภายหลัง นัทเดาผิดไปละ หรือการที่ใช้ชื่อนักชีววิทยาว่า ชาร์ลส ดาร์วิน ทำเอาเด็กวิทย์คณิตอย่างเราสะดุ้งเฮือกกันเลยละ แหม ช่างเอาเค้ามาล้อได้นะ

หนังดำเนินมาเรื่อยๆ ด้วยการตัดสลับฉากในโรงพยาบาลกับฉาก "มหากาพย์" ที่เล่าโดยรอย สำหรับนัทแล้วชอบการเล่าเรื่องแบบนี้นะ เพราะนัทออกจะเป็นคนเบื่อง่าย การสลับฉากไปมาเป็นเหมือนการสะกิดให้กลับมาสู่ "ความจริง" ของหนัง และการทับซ้อนระหว่างผู้คนในโรงพยาบาลกับตัวละครใน "มหากาพย์" ทำให้เราไม่มีสมองว่างไปคิดเรื่องอะไรมากนัก การดูหนังเรื่องนี้ใช้เซลส์สมองไปมากพอสมควรเลยทีเดียว

พอหนังดำเนินไปถึงช่วงกลางเรื่อง หลังจากเริ่มชั่วโมงที่สองไม่นาน นัทก็ร้องไห้หนักมาก มากจนคิดว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้ไปดูในโรงภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้มีความยาว 117 นาที นัทเริ่มร้องไห้ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 75 กว่าหนังจะจบก็ร้องไห้มาเรื่อยๆเลย โดยในช่วงครึ่งหลังของเรื่องก็ยังคงมีมุขเสียดสีอย่างต่อเนื่อง เช่น Beatiful machine , คำปฏิญาณของ Black Bandit ต่อการตายของ Blue Bandit น้องชายฝาแฝดของเค้า , วิญญาณในฟันปลอม ฯลฯ แต่มันมีจุดให้ร้องไห้ไม่หยุดเลยนี่สิ  T T

The Fall ที่นัทสัมผัสได้จากเรื่องนี้คือ Fall for love - To live and to die for - Nothing แต่ละคนในเรื่อง (รวมถึงบางตัว) ล้วน "ตก" หลุมพรางของความรัก โดยยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตนรักหรือสิ่งที่ตัวเองศรัทธา แม้ว่ามันจะเป็นเพียงโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำเช่นนั้นก็ตาม อย่างเช่น วอลเลสที่วิ่งไล่จับ Americana exotica นั่นไง

ต่อจากนี้ สปอยล์นะคะ คลุมดำนะจ๊ะ นัทอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่ดูเรื่องนี้แล้ว

หนังเรื่องนี้หลอกให้เรารักรอย แล้วก็ตบหน้าเราด้วยการทำให้รู้สึกว่า "แม่ม เลวอ่ะ" แล้วสุดท้ายกลับมาทำให้เราเห็นใจรอยแบบสุดๆอีก ทำเอานัทหัวปั่นเลยละ อิอิ ชอบประโยคที่รอยถามว่า (Did) you tried to save my soul?

ตกลงเรื่องนี้ Racism ด้วยใช่ไหม แต่รู้สึกว่าเค้าพยายามจับอะไรต่อมิอะไรของหลายๆประเทศเข้าไว้ในเรื่องเยอะเชียว ทั้งเด็กแกละ ชุดเจ้าสาวที่มีที่คลุมหน้าเจ้าสาวเหมือนของจีน (แต่ดูไฮโซกว่า) การเดินทางผ่านหลายประเทศ(โดยการเอา landmark ของแต่ละประเทศมาใส่ให้เห็นแว๊บๆ)

นัทไม่เข้าใจสัญลักษณ์ดอกบัว มันเป็นนัยยะของความสูงค่าควรบูชาอะไรอย่างนั้นหรือเปล่า แล้วการที่โอเดียสตายในสระบัวล่ะ อยู่ดีๆก็ตาย คนอาไร๊

ประเด็น Odepus complex นัทคิดว่าอเล็กซานเดรียไม่น่าจะใช่ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าของรอยอย่างที่รอยยอมรับออกมาตอนที่กำลังตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาที่เค้ากินเข้าไปเกินขนาด น่าจะเป็นอเล็กซานเดรียที่คิดถึงพ่อ รู้สึกกับรอยเหมือนกับเป็นพ่อของเธอเอง แต่มันเกินกว่าที่ลูกสาวจะรู้สึก เห็นได้จากความรู้สึกของเธอที่มีต่อเอเวอร์ลีนทั้งในฐานะพยาบาลและในฐานะเลดี้ คู่หมั้นของโอเดียส นัทเลยสรุปเอาว่ารูปที่เธอวาดให้รอยและความรู้สึกของเธอ มันมีนัยของความรักและความริษยา สรุปเอาว่ามันเป็น Odepus complex

เพื่อนๆคิดยังไงกันบ้างคะ

MAMA ในที่นี้คือ งานประกาศผลรางวัล Mnet Asian Music Awards 2009

เมื่อปีที่แล้วยังชื่อ MKMF อยู่เลย ปีนี้กลายเป็น มาม่าไปซะแล้ว

ดูไปก็หิวมาม่าไป จนอดที่จะลุกไปต้มมาม่ากินไม่ได้ แหะๆ

 

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ปกตินัทจะชอบคิดว่าเค้าต้องพยายามจัดสรร รางวัลไปตามค่ายต่างๆ เพราะไม่งั้นต่อไปลำบากแน่

ถ้ายังคิดจะร่วมงานกันต่อก็ต้องรู้จักรักษาน้ำใจกันบ้าง

เวลาที่ศิลปินที่นัทลุ้นอยู่ พลาดรางวัลแรกๆ ก็เลยไม่คิดอะไรมาก

ทายไว้ว่าเดี๋ยวต้องได้รางวัลใหญ่ตอนท้ายงานแน่ๆ แล้วก็จริงๆซะด้วย

ถึง G-Dragon จะพลาดรางวัล Best Male Solo Artist  ให้ศิลปินสุดเจ๋งอย่าง Drunken Tiger

แต่ก็ได้รางวัลใหญ่อย่าง Album of the year มาครองแบบถ้าไม่ได้นี่สิ คงจะแปลก

ส่วนศิลปินที่เค้าโปรดิวซ์ให้อย่าง 2NE1 ก็ได้รางวัล Song of the year จากเพลง I don't care

แล้วตลอดรายการก็ถ่ายจียงบ่อยมากเหลือเกิน บ่อยจนกลัวคนอื่นจะหมั่นไส้เอา

หรือควอนจียงจะผงาดขึ้นมาเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการเพลงด้วยวัยเพียงเท่านี้?

ด้วยการสนับสนุนอย่างดีมากเรียกว่าออกนอกหน้านอกตาของ YG Entertainment

เชื่อว่าควอนจียงคนนี้จะไปไกลแน่ นอกเสียจากเค้าจะทำร้ายตัวเองเสียก่อน

 

รู้สึกว่าศิลปินค่าย YG นับว่าโชคดีมาก ถ้าเทียบกับศิลปินค่ายอื่น

เพราะช่วงปีที่ผ่านมา ดูเอาสิ SM vs TVXQ ที่งานนี้มากันสามหนุ่ม

JYP กรณี 2PM ที่ไม่รู้เจบอมจะดูงานนี้ด้วยอารมณ์ไหน

และไม่รู้ว่าสมาชิกในวง รับรางวัลใหญ่สุดๆอย่าง Artist of the year กัน 6 คนเค้ารู้สึกยังไง

 

ที่อึ้งคือตอน Nicole ร้องและเต้นเพลง Nobody ของ Wonder Girls

นัทคาดหวังที่จะเห็นหน้าสาวๆ WG มากกว่าที่จะได้เห็นหน้าท่าปาร์ค ปาร์คจินยองนะ

เพราะนี่มันเวทีประกาศรางวัลเพลง ไม่ใช่เวทีการเมือง

 

งานโดยรวมแล้วโชว์ส่วนใหญ่ดูเพลิน ถ้าไม่คิดอะไรมาก

ยกเว้น World of temptation นัทเองก็ชอบคอนเซปต์โชว์นี้นะ

นอกจาก Temptation เผลอๆจะ Passion Seduction เสียด้วยซ้ำ

แต่มันเซ็กซี่ไปไหมสำหรับการออกอากาศสำหรับคนทุกเพศทุกวัย

คือถ้าเป็นหนัง นัทไม่คิดอะไรมาก แต่เมื่อเป็นรายการโชว์ทางทีวี ช่วยรับผิดชอบสังคมกันสักนิด

อย่าผลักภาระมาให้คนดูเป็นคนแยกแยะเอง

 

Best New Male Artist: Supreme Team

Best New Female Artist: 2NE1

Best Dance Award: Kara - Honey

Best Mixed Group: 8eight!

Best Hip Hop Music Award: LeeSSANG

Best House and Electronic Award: Brown Eyed Girls - Abracadabra!

Best Ballad/R&B Award: Kim TaeWoo - Love Rain

Best Asian Star: DBSK

Best Male Solo Artist: Drunken Tiger

Best Female Solo Artist: Baek Ji Young

Best Asian Composer: JYP

Best MV: 2NE1 - Fire

Best Female Group: Brown Eyed Girls

Best Male Group: 2PM

Album of the Year: Heartbreaker by G-Dragon

Song of the Year: "I Don't Care" by 2NE1

Artist of the Year: 2PM

 

ไม่ว่าจะดูงานปีไหน นัทก็ยังเจอปัญหาเหมือนเดิมว่าเค้าขึ้นชื่อศิลปินเป็นภาษาเกาหลี

แล้วใครจะไปรู้เรื่องกะเมริงคุณว่าใครเป็นใคร

ดูศิลปินบางคนแล้วชอบก็ไม่รู้จะไปหาฟังผลงานเพิ่มได้ยังไงเพราะไม่รู้ว่าศิลปินชื่ออะไร

นัทอ่านภาษาเกาหลีไม่ออก ฟังไม่ทันด้วย

หรือนี่จะเป็นหนึ่งในวิธีเผยแพร่วัฒนธรรมของเค้า

ทำให้คนแบบนัทอึดอัดกับการเป็นคนโง่ ไม่รู้ภาษา เหมือนคนไร้การศึกษา

ทำให้รู้สึกว่าถ้าเรารู้ภาษาเกาหลี เราก็จะดูเรื่องสินะ คงจะดีถ้าเรารู้ภาษาเกาหลี

นัทอาจจะคิดมากไปก็ได้ แต่เห็นหลายคนที่ชอบศิลปินหรือซีรี่ส์เกาหลีนิยมไปเรียนภาษาเกาหลีกัน

แม้ว่าทั้งโลกจะมีประเทศที่ใช้ภาษาเกาหลีกันอยู่ประเทศเดียวก็ตาม

 

ปล. กลับมาจัดหน้าแบบกลางหน้าเหมือนเดิมตามเสียงลงมติเป็นเอกฉันท์

เพราะมีคนมาตอบอยู่คนเดียว :P ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ

เอ็นทรี่ที่แล้ว ไม่มีใครตอบเลยว่าจะให้เอาเนื้อหาไว้กลางหน้าหรือชิดซ้าย

ถามในเอ็นทรี่นี้อีกทีแล้วกันนะจ๊ะ แวะมาตอบกันหน่อยนะ นัทคิดไม่ออกจ้ะ

************************************************

 

I'm on time machine!

ช่วงเดือนนี้รู้สึกเหมือนได้นั่ง time machine ย้อนเวลากลับไปอดีตจังเลย

ผู้คนที่เคยผูกพันกันอยู่ ติดต่อมาหรือได้มาเจอหน้ากันอีกครั้ง ทำให้คิดถึงวันเก่าๆ

 

ต้นเดือนที่ผ่านมา นัทได้ไปเจอเพื่อนเก่าๆที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ

เป็นญาติกันด้วยถึงจะคนละนามสกุลก็เถอะ บ้านก็อยู่ใกล้กัน

เรียนอนุบาลจนถึงม.3 ที่โรงเรียนเดียวกัน ก่อนจะแยกกันไปเรียนม.ปลายคนละที่

เค้าเป็นเพื่อนที่นัทชื่นชมมาเสมอๆ ไม่ว่าเรื่องความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ อุปนิสัย

การได้มาเจอคนที่ไม่ได้เจอมานานและไม่ได้โทรคุยกันมานาน มันรู้สึกดีจริงๆ

 

สองสามวันก่อน อดีตรูมเมทก็โทรมาหา ทั้งๆที่พักคนละที่กันมาหลายปีแล้ว

เค้าก็ถามถึงเพื่อนอีกคนนึงของนัท ตอนนั้นนัทตอบไปว่าไม่ได้โทรคุยกันนานแล้ว

เพราะเวลาว่างจากการทำงานไม่ตรงกัน นัทว่างคุยตอนค่ำๆ เพื่อนสะดวกคุยช่วงบ่าย

เหตุผลเหมือนคนที่ก้าวออกจากชีวิตวัยรุ่นมาอยู่ในโลกของผู้ใหญ่แล้วสินะ

 

วันต่อมาเพื่อนคนที่ถูกถามถึงโทรศัพท์มาหานัท

รู้สึกดีใจนะที่ได้คุยกันอีกเพราะก่อนนี้มีช่วงนึงที่เราได้คุยกันแทบทุกวัน

แต่ช่วงนี้ไม่ได้คุยกันมานานหลายเดือนแล้ว

 

ก่อนหน้านั้นเพื่อนอีกคนนึงส่ง sms มาหาตอนเที่ยงคืนครึ่ง บอกว่า

"คิดถึงนะ อรุณสวัสดิ์นะ"

มันจะไม่น่าแปลกใจหรอกถ้าไม่ได้มาจากเพื่อนคนนี้

เพราะเค้ามีโรคประจำตัว ควรจะรักษาสุขภาพอย่างดี

ปกติเค้าจะนอนแต่หัวค่ำ อย่างมากก็ไม่เกินสี่ซ้าห้าทุ่ม

นี่เที่ยงคืนกว่ายังส่งsmsมาหานัท โดยที่ไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไร

นัทไม่กล้าโทรกลับไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

แต่นัทก็โทรไปวันรุ่งขึ้นและได้คำตอบว่า

"ดูหนังเรื่องนึงแล้วรู้สึกดี เลยคิดถึงนัท"

ฟังแล้วซึ้งจัง

 

วันที่ทำให้รู้สึกเหมือนนั่ง time machine มากที่สุดคือ

วันมีตบ้านท๊อป http://www.choitopthialand.com/

เพราะบ้านนี้ละที่ทำให้คนรอบข้างนัทแปลกใจกับนัทเอามากๆ

แค่นัทฟังเพลงป๊อปแบบนั้นก็นับว่าแปลกแล้ว แถมเป็นศิลปินเกาหลี บอยแบนด์ด้วยเอ้า

แล้วยังอาการหนักขนาดช่วยเค้าทำเวบแฟนคลับด้วย

ทำธีม myspace เป็นรูปนักร้อง อัพบลอกเรื่องศิลปิน

ติดเพื่อนที่เป็นแฟนคลับด้วยกัน คุยบ่อยกว่าเพื่อนมหาลัยเสียอีก

และทุกวันนี้ก็มีเพื่อนที่รู้จักกันมาเป็นปีแล้วจากบ้านนั้น

และยังคงมีคนหน้าใหม่เข้ามาให้ทำความรู้จักเพิ่มเรื่อยๆ

เวลามองเด็กๆน้องๆบางคนแล้วนัทเห็นตัวเองเมื่อปีที่แล้วนะ

เห็นความรู้สึกตื่นเต้น กระตือรือร้นที่จะรับข่าวสารใหม่ๆ ทั้งรูป ข่าว คลิป

 

ตอนนี้ความสนใจโลกภายนอกของนัทมันจางหายไปตอนไหนนะ

หรือเพราะงานที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นตลอดจนเหนื่อยล้า

หรือเพราะความที่จริงๆแล้วนัทเป็นคนเบื่อง่าย หลายใจ

หรือเพราะนัทกำลังกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ละเลยโลก

เหมือนอย่างที่โยสไตน์ กอเดอร์เปรียบเทียบไว้ในหนังสือเล่มโปรดของนัทชื่อ "โลกของโซฟี"

ว่าผู้ใหญ่เหมือนเห็บที่ซุกตัวในขนกระต่ายที่อ่อนนุ่ม

ไม่กล้าปีนออกมาตรงปลายขนเพื่อยืนสบตาของนักมายากล

 

เวลาผ่านไปปีนึงเต็มๆ มากกว่าปีนึงด้วยซ้ำ

มันเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่นัทเองก็ไม่รู้ว่า

นั่นเป็นการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองหรือว่าค้นพบตัวเองกันแน่

แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร ก็เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดี

ไม่รู้เวลาผ่านไปเร็ว หรือเราเดินช้าลงกันแน่นะ

 

ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำให้นัทรับรู้ว่าเวลายังคงเดินไปก็คือ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ตอนที่นัทไปชอบศิลปินคนใหม่อีกแล้วนั่นเอง : P

 

Takamasa Ishihara ก็ Miyavi นั่นแหละ เค้าจะมาไทยแล้วนะ

รายละเอียดไปดูที่นี่แล้วกันนะ

http://www.comiyavi-thailand.com/board/

จริงๆแล้วการชอบศิลปินคนนี้ก็เป็นการนั่ง time machine เหมือนกันนะ

เวลาเข้าบอร์ดใหม่แล้วเราเป็น newbie ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างน่ะ

แล้วนัทก็หันกลับมาหาศิลปินร๊อคอีกแล้ว หลังจากที่ก่อนนี้แม้จะฟังเพลงสากล

ก็ฟังเพลงที่ประโลมใจกว่านี้ อย่าง Mika , Jack Johnson , James Blunt

ตอนนี้กลับมาร๊อคอีกแล้วค๊า

 

Rock O(r) n!

 

Rock me up, honey!

สัปดาห์ที่ผ่านมา นัทต้องไปรับผลของความผิดคดีอาญาที่ได้ทำไว้

ตอนที่เห็นกระดาษ "คำรับสารภาพของผู้ต้องหา" อยู่ตรงหน้า

มันอึ้งไปหมดเลยนะ แล้วก็งงๆ บอกไม่ถูก

ข้อความที่ว่า "ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ" อ่านแล้วปวดใจจัง

แต่ก็ต้องจำใจเซนต์ชื่อตัวเองลงไปในท้ายเอกสาร

ก็นัททำผิดจริงๆนี่นะ ต้องรับกรรมกันไป

ฐานความผิดที่ก่อไว้คือ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

"ไม่มีบัตร(ประชาชน)ใหม่ภายในกำหนด"

.

.

.

.

.

เสียค่าปรับคดีอาญาทั้งสิ้น 20 บาท -_-"

เล่าให้เว่อร์ไปงั้น เรื่องมีอยู่แค่ว่า

บัตรประชาชนหมดอายุจะครึ่งปีแล้ว ไม่ยอมไปทำบัตรใหม่เสียที

แค่นั้นเอง :P

 

IBUG 2009 sticker 

วันนี้ไปเดินช๊อปปิ้งที่ศูนย์สิริกิตติ์มาด้วยละ

แอบผิดหวังปานกลางถึงมากที่สุดกับงาน IBUG FAIR 2009

เพื่อนที่ไปก็บ่นเหมือนกัน คือมันไม่ใช่อะไรแบบที่เราคิดไว้น่ะ

ไอ้ที่ซื้อมาได้ก็แบบไม่จงใจ เช่นเซ็ตขวดนมสำหรับพี่ที่ออฟฟิสที่กำลังจะเป็นคุณแม่ปลายปีนี้

อ้อ แล้วก็ได้น้ำหอมมาขวดนึง Dior Addict

เค้าว่าน้ำหอมผู้หญิง แต่ขวดมันดูแมนๆไงไม่รู้ หรือเพราะเป็นสีเข้มๆแบบนี้ กับทรงเหลี่ยมๆ

(เอ่อ ที่เหลี่ยมน่ะ ทรงขวดค่ะ ทรงขวด ไม่ใช่หน้าเหลี่ยมนะคะ

นัทยังไม่อยากนอนคุก ไม่ขอยุ่งกะหน้าเหลี่ยมค่ะ)

กลับมาเข้าเรื่องต่อดีกว่า เห็นแต่ขวด นัทว่าบอกเป็นน้ำหอมผู้ชายก็ได้อ่ะ ขวดดูแมนเชียว

หรืออีกนัย อาจจะเป็นผู้หญิงที่ไม่หวานจ๋อย ถ้าเทียบกะ Addict2 ที่ชมพู๊ ชมพูได้อีก

ตอนแรกที่ได้กลิ่น แปลกใจนิดนึง คือไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้ไว้

เพราะดูจากเวบเค้าบอกว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิง กลิ่นเซ็กซี่

 

"dangerously devastatingly desirable perfume"

A noble, pure & very unique fragrance

Captures the spirit of lasting love & passion

Top note: orange flower & lily

Middle note: bourbon vanilla

Base note: sandalwood, nutmeg & amber

It lingering smell makes you feel refreshing throughout the day

Recommended for modern woman

 

สำหรับนัท นัทว่าก็ดี ไม่หวานมาก ไม่หญิงเท่าไหร่

ออกจะ unisex ในความคิดของนัทนะ (unisex เน้อไม่ใช่ bisexual)

นัทก็ยังหนีไม่พ้น top note ที่เป็นกลิ่นส้มสินะ แพ้ทางจริงๆ

เทียบกับกลิ่นโปรดอย่าง Clinique Happy to be คลีนิคออกจะสดใส วัยสะรุ่นกว่าเยอะ

แต่ตอนใกล้หมดขวดนี่กลิ่นเพี้ยนแบบรับไม่ได้อ่ะ ปัญหาคือห้องนัทร้อน

ไม่เหมาะกับการเก็บน้ำหอม แต่ทำไมมันเพี้ยนได้น่าเกลียดน่าชังขนาดน้านนนน

ส่วนกลิ่น Musk หวานๆที่นัทหามาใช้แก้ขัดไปพลางๆ นั่นก็หวานไปนะ ไม่ค่อยเป็นนัทเท่าไหร่

Addict ออกจะแมนกว่ามากเลยเนอะ

(ถ้าไม่นับบรรดา for men ทั้งหลายที่ใช้มาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น คริคริ)

ก็เป็นผู้หญิงนี่ละ แต่ไม่อยากเป็นสาวหวาน ก็แค่นั้น (รีบออกตัวเชียวนะหล่อน)

 

เรื่องที่ตลกตัวเองคือ ปากบอกไม่ใช่แฟนเกิร์ล แต่สนใจน้ำหอม Dior Addict เพราะคนคนนั้นใช้

ถึงจะซื้อหลังจากลองกลิ่นแล้วชอบ แต่สิ่งที่ทำให้สนใจลองกลิ่นนี้ก็เพราะตาคนนั้นไม่ใช่เหรอ

เหอๆ ไม่ใช่แฟนเกิร์ลเลยนะ มันไม่ใช่อ่ะ มันไม่ใช่~

อีกกลิ่นที่เค้าใช้ YSL Baby Doll อย่าว่าแต่จะให้ซื้อเลย จะลองเทสต์ นัทยังไม่กล้า

เพราะแพ็คเกจ ไม่รู้จะหวานไปไหน ชมพูเลี่ยนได้อีก

ใครชอบก็ชอบไป นัทไม่สู้กะอะไรชมพูๆคนนึงละ

เห็นป่าว เค้าอ่ะ ยังพอมีสติเ(ล็กน้อย) ไม่ได้บ้าทำตามมันไปซะหมดนะ

 

ว่าแต่การที่เห็นข้อความนี้

มิยาวีแฟนมีตติ้ง อิน ไทยแลนด์!!!

แล้วลนลานส่งอีเมล์ไป ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่างานมีวันไหน ในงานเค้าทำอะไรกันบ้างน่ะ

มันไม่ใช่อาการของแฟนเกิร์ลหรอกเหรอยะ ไอ่นัท

 

จริงๆแล้วเอ็นทรี่นี้ต้องชื่อว่า เมื่อชั้นกลายเป็น.....แฟนเกิร์ล จะดีกว่าไหม กร๊าก...

*************************************************************

ปล.ขอถามนิดนึงจ้ะ จัดหน้าตรงกลางอย่างเอ็นทรี่ก่อนๆ

หรือจัดชิดซ้ายแบบเอ็นทรี่นี้ แบบไหนอ่านง่าย สบายตากว่ากันจ๊ะ

นัทชอบจัดกลางหน้าเพราะมันไม่ไปติดside bar อ่ะ

เวลาชิดริมแล้วมันดูตันๆเพราะเวลาอ่าน สายตามันไปเห็นside bar ด้วยอ่ะ

แต่คนส่วนใหญ่(เฉพาะที่เข้ามาเยี่ยมบลอก)ว่าไง นัทก็ว่าตามนั้นละ

อ้อ! อีกไม่นานจะเปลี่ยนธีมให้นะ สงสารคนอ่าน กลัวปวดตากับBG see through

18. ตรูทำอะไรลงไป(วะ)เนี่ย

posted on 04 Nov 2009 23:27 by cobaltblue  in addicted
 

วันนี้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว (1987) เป็นวันเกิดเด็กเกาหลีคนนึงชื่อ Choi Seung Hyun

แล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พย. ที่ผ่านมา บ้าน choitopthailand ก็จัดกิจกรรม 2nd Meeting

ปีนี้นัทแอบอู้ ด้วยความที่ลาออกจากการเป็นแอดมินมาตั้งแต่ช่วงวันเกิดของตัวเองแล้ว

ปีนี้เลยไม่ต้องช่วยเตรียมงานอย่างปีที่แล้ว ไปเป็นแขกอย่างเดียว

รูปสถานที่ก่อนมีคนมางาน ก็สูบเอาจากในบ้านนั่นละ

ขอบคุณรูปทุกรูปจากบ้าน Choitopthailand ค่ะ

 

อันนี้ตอนเราโผล่หัวไปงานแล้ว

 

 

หลังจากกิจกรรมชิงรางวัลหลายรายการผ่านไปในที่สุดนัทก็ได้รางวัลกะเค้าด้วยแฮะ

ด้วยคำถามให้เขียนชื่อจริงของนายคนนี้เป็นภาษาอังกฤษพร้อมวันเดือนปีเกิด

ข้อมูลพวกนี้ไอ้เราก็จำแม่นอ่ะน่ะ แต่ห้ามถามอะไรอัพเดตหล่ะ

I know that I know nothing! LOL

เพราะมัวแต่ไปเห่อครอบครัว M&M (Melody&Miyavi) อยู่

 

อันนี้บรรยากาศกาศในงาน

 

 

รูปนี้มันช่างแสดงความแปลกแยกของนัทได้ดีจริงๆ

ท่ามกลางผู้คนมากมายมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน ชั้นก็ยังหันหลังให้อิเทมป์แบบอย่าได๊แคร์...

 

จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าไม่สนใจจะช่วยเค้าแปะแบนเนอร์นะ

แต่กำลังหารือกะน้องอ๊อฟอยู่ว่าจะเอาไงดีกะเทียนที่มันกำลังละลายจนเลข 23 หัวกุดลงมาแล้วตะหาก

รู้สึกว่าปีนี้คนไปมากจริงๆ กว่า 50 คนเนอะ

(อันนี้ถ่ายตอนบางคนกลับบ้านไปแล้ว และขาดหนังหน้าช่างภาพด้วย)

ดีที่สถานที่เวิร์คทีเดียว มีทีวีสองฝั่ง เปิดmv เปิดคลิปบิ้วด์อารมณ์กันตลอด

มันทำให้นัทฮึกเหิมจริงๆนา อยากจิลุกขึ้นมาเต้นๆ แหกปากร้องเพลงตามจริงๆ

 

ในงานเหมือนกับได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปดูตัวเองเมื่อปีที่แล้ว

ตอนที่ยังตื่นเต้นกับการดูรูป ตามข่าว แปลข่าวมาลงในบ้าน

ตอนที่จับพลัดจับผลูเป็นแอดมินบ้านนี้ ก็ยังรักบ้านเหมือนเดิมนะ

แต่ต้องสารภาพว่า วันนี้วันเกิดท๊อป ไม่มีกะใจทำการ์ดให้อ่ะ

เอารูปที่เคยทำตอนท๊อปมีข่าวไม่ดีนักมาแปะ

 

Move on! Ma B.A.D. Big Bang da big boy!

 

I wasn't there when u were happy and I wasn't there when u were down.
But I am here for you if you'd only care.

 

วันนี้วันเกิดT.O.P. แต่นัทกลับสมัครบอร์ด comiyavi-thailand

ทั้งๆที่ตั้งใจนักหนาว่าจะไม่เข้าบอร์ด unofficial fansite ที่ไหนอีกแล้ว

ตาม official web ของศิลปินเลย โอเคกว่า

แต่พอเห็นข่าวว่าปลายเดือนธันวาคมจะมีมีตติ้ง 350 คน (หรืออาจจะถึง 700?)

มันตื่นเต้นดีใจยังไงไม่รู้ ถึงจะยังไม่รู้อะไรเลยแม้แต่วันงานก็ตาม

นัทนั่งคลุ้มคลั่งอยู่หน้าคอมที่ทำงาน เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวกรีดร้อง

เดี๋ยวยิ้มแก้มป่อง นั่นมันเป็นบ้าอะไรของมันฟระน่ะ

วันเกิดT.O.P. แล้วตรูสมัครบอร์ด comiyavi ทำเพื่อ?

บ้านท๊อปนัทเป็นสมาชิกคนที่ 7 บอร์ดโกะไทย นัทเป็นลำดับที่ 0755

มันก็เจ๊ดดดดดด ตามด้วยเสียงหัวเราะ ฮ่า ฮ่า

ขำชีวิตตัวเอง ตรูทำอะไรลงไปอีกแล้วฟระเนี่ย