The Fall พร้อมที่จะตายเพื่อความรักแล้วหรือยัง?
posted on 22 Nov 2009 16:57 by cobaltblue in addictedอันเนื่องมาจากบล็อกนี้ค่ะ ที่พูดถึง The Fall ทำให้นัทสำนึกได้ว่า ซื้อแผ่นมาแล้วยังไม่ได้ดูเสียที วันนี้เลยหาโอกาสนั่งดูแบบตั้งใจสักครั้ง
ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้จบ นัทนึกอยากจะร้องงอแงเหมือนอเล็กซานเดรีย ตัวเอกของเรื่องที่อ้อนวอนรอย ขอให้รอยเล่าเรื่องต่อ อย่าให้เรื่องจบเลย หนังทั้งภาพสวย เนื้อเรื่องน่าประทับใจ รวมถึงมีสัญลักษณ์มากมายที่นัทยังตีความไม่ออก และคิดว่าต่อให้ดูจนแก่ก็ยังคงตีความได้ไม่ครบ ทำนองเดียวกับหนังสือ "ทรายกับฟองคลื่น" ของคาลิล ยิบราน ชอบหนังเรื่องนี้จริงๆ แต่ยังขอดูอีกสักรอบสองรอบก่อนจะตัดสินใจว่าจะรับไว้เป็นหนังโปรด เหมือนอย่าง Amelie , Oldboy หรือเปล่า
ช่วงต้นของหนังนั้นหลอกล่อให้เราหัวเราะไปกับตลกเสียดสีได้อย่างสนิทใจ หลายฉากที่แม้จะน่ารักเพียงใด เราก็ยังต้องหัวเราะไปพร้อมๆกับคาดเดาว่าปมเล็กๆที่เค้าทิ้งไว้ระหว่างทางนั้น มันจะถูกเฉลยตอนไหนของเรื่องและจะเป็นไปตามที่เราคาดเดาไว้หรือเปล่า อย่างเช่นตอนที่รอยบอกอเล็กซานเดรียให้ลากเก้าอี้มานั่งคุยข้างๆเตียงคนไข้ของเค้า แล้วสาวน้อยวัย 5 ขวบของเราก็ต้องเอามือข้างขวาเพียงข้างเดียวลากเก้าอี้ตัวโตเพราะมือข้างซ้ายของเธอเข้าเฝือกอยู่อันเนื่องมาจากการ fall จากต้นส้มในไร่ของครอบครัวเธอ ตอนดูฉากนี้รู้สึกเลยว่าเค้าปล่อยคำใบ้ออกมาแล้ว แต่พอปมนี้ถูกเปิดเผยภายหลัง นัทเดาผิดไปละ หรือการที่ใช้ชื่อนักชีววิทยาว่า ชาร์ลส ดาร์วิน ทำเอาเด็กวิทย์คณิตอย่างเราสะดุ้งเฮือกกันเลยละ แหม ช่างเอาเค้ามาล้อได้นะ
หนังดำเนินมาเรื่อยๆ ด้วยการตัดสลับฉากในโรงพยาบาลกับฉาก "มหากาพย์" ที่เล่าโดยรอย สำหรับนัทแล้วชอบการเล่าเรื่องแบบนี้นะ เพราะนัทออกจะเป็นคนเบื่อง่าย การสลับฉากไปมาเป็นเหมือนการสะกิดให้กลับมาสู่ "ความจริง" ของหนัง และการทับซ้อนระหว่างผู้คนในโรงพยาบาลกับตัวละครใน "มหากาพย์" ทำให้เราไม่มีสมองว่างไปคิดเรื่องอะไรมากนัก การดูหนังเรื่องนี้ใช้เซลส์สมองไปมากพอสมควรเลยทีเดียว
พอหนังดำเนินไปถึงช่วงกลางเรื่อง หลังจากเริ่มชั่วโมงที่สองไม่นาน นัทก็ร้องไห้หนักมาก มากจนคิดว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้ไปดูในโรงภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้มีความยาว 117 นาที นัทเริ่มร้องไห้ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 75 กว่าหนังจะจบก็ร้องไห้มาเรื่อยๆเลย โดยในช่วงครึ่งหลังของเรื่องก็ยังคงมีมุขเสียดสีอย่างต่อเนื่อง เช่น Beatiful machine , คำปฏิญาณของ Black Bandit ต่อการตายของ Blue Bandit น้องชายฝาแฝดของเค้า , วิญญาณในฟันปลอม ฯลฯ แต่มันมีจุดให้ร้องไห้ไม่หยุดเลยนี่สิ T T
The Fall ที่นัทสัมผัสได้จากเรื่องนี้คือ Fall for love - To live and to die for - Nothing แต่ละคนในเรื่อง (รวมถึงบางตัว) ล้วน "ตก" หลุมพรางของความรัก โดยยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตนรักหรือสิ่งที่ตัวเองศรัทธา แม้ว่ามันจะเป็นเพียงโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำเช่นนั้นก็ตาม อย่างเช่น วอลเลสที่วิ่งไล่จับ Americana exotica นั่นไง
ต่อจากนี้ สปอยล์นะคะ คลุมดำนะจ๊ะ นัทอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่ดูเรื่องนี้แล้ว
หนังเรื่องนี้หลอกให้เรารักรอย แล้วก็ตบหน้าเราด้วยการทำให้รู้สึกว่า "แม่ม เลวอ่ะ" แล้วสุดท้ายกลับมาทำให้เราเห็นใจรอยแบบสุดๆอีก ทำเอานัทหัวปั่นเลยละ อิอิ ชอบประโยคที่รอยถามว่า (Did) you tried to save my soul?
ตกลงเรื่องนี้ Racism ด้วยใช่ไหม แต่รู้สึกว่าเค้าพยายามจับอะไรต่อมิอะไรของหลายๆประเทศเข้าไว้ในเรื่องเยอะเชียว ทั้งเด็กแกละ ชุดเจ้าสาวที่มีที่คลุมหน้าเจ้าสาวเหมือนของจีน (แต่ดูไฮโซกว่า) การเดินทางผ่านหลายประเทศ(โดยการเอา landmark ของแต่ละประเทศมาใส่ให้เห็นแว๊บๆ)
นัทไม่เข้าใจสัญลักษณ์ดอกบัว มันเป็นนัยยะของความสูงค่าควรบูชาอะไรอย่างนั้นหรือเปล่า แล้วการที่โอเดียสตายในสระบัวล่ะ อยู่ดีๆก็ตาย คนอาไร๊
ประเด็น Odepus complex นัทคิดว่าอเล็กซานเดรียไม่น่าจะใช่ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าของรอยอย่างที่รอยยอมรับออกมาตอนที่กำลังตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาที่เค้ากินเข้าไปเกินขนาด น่าจะเป็นอเล็กซานเดรียที่คิดถึงพ่อ รู้สึกกับรอยเหมือนกับเป็นพ่อของเธอเอง แต่มันเกินกว่าที่ลูกสาวจะรู้สึก เห็นได้จากความรู้สึกของเธอที่มีต่อเอเวอร์ลีนทั้งในฐานะพยาบาลและในฐานะเลดี้ คู่หมั้นของโอเดียส นัทเลยสรุปเอาว่ารูปที่เธอวาดให้รอยและความรู้สึกของเธอ มันมีนัยของความรักและความริษยา สรุปเอาว่ามันเป็น Odepus complex
เพื่อนๆคิดยังไงกันบ้างคะ