5: Philo Sophia
posted on 23 Aug 2009 16:08 by cobaltblue in cobaltblueเค้าว่ากันว่า philosophy มาจาก philos + sophia
นั่นคือ ความรักในความรู้
TOPic นี้เนื่องมาจาก reply ของ TOPic เก่าอันนึง
(เห็นว่าท่าจะยาวเลยเปิดใหม่ซะเลย)
เรื่องของเจ้าชายน้อย ที่ดิ้งค์เปิดประเด็นว่า
"ที่เค้าบอกว่าถ้าอ่านในช่วงอายุที่ต่างออกไป
ความคิดเห็นของเราจะเปลี่ยนไปจริงเหรอ? "
ถ้าตอบจากตัวนัท นัทยืนยันว่าแต่ละรอบที่อ่าน ได้อะไรไม่เหมือนกัน
ทั้งความสุขจากการอ่าน แง่คิด แนวคิดทางปรัชญา
สารพันที่ อองตวน แซงแตก ซูเปรี จะใส่มาในเรื่อง
ไม่ว่าเค้าจะตั้งใจหรือเราคิดกันไปเองว่าเค้าตั้งใจก็ตาม
นัทเคยได้ยินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาจารย์ในมหาลัยหลายแห่งแนะนำให้นักศึกษาอ่าน
จำได้ว่าอัษฎาวุษ เหลืองสุนทรก็เคยบอกว่าชอบเรื่องนี้
นัทเคยคิดว่ามันจะแค่ไหนกันเชี๊ยวววววว เว่อร์น่า
อันนี้วัดจากมาตรฐานหนังสือที่ได้รางวัลบางเรื่องที่นัทอ่านแล้วไม่ชอบน่ะค่ะ
จนกระทั่งนัทได้มาอ่านเรื่องเจ้าชายน้อยเอง ถึงได้เข้าใจว่ามันดีอย่างนี้นี่เอง
รอบแรกที่นัทอ่าน บอกตรงๆว่าอ่านเอามัน
เหมือนอ่านหนังสือแปลทั่วๆไป
แล้วก็เสียน้ำตาให้กับเจ้าชายน้อยที่ให้งูกัดเพื่อจะบรรลุความตั้งใจ
แต่พออ่านรอบต่อๆมา นัทก็ไม่ได้ร้องไห้อีก
เพราะไปอ่านแบบจับแนวคิดปรัชญามากกว่า
เรื่องของการลอกคราบที่เจ้าชายน้อยพูดถึง
เอาเข้าจริงมันก็สะท้อนแนวคิดนะ จะนิพพาน จะอะไรก็ว่ากันไป
พอไม่ได้อ่านนานๆ กลับมาอ่านอีกที นัทก็ทิ้งปรัชญาไว้ข้างหลัง
อยากอ่านเอาสนุกเหมือนที่เค้าบอกว่ามันเป็น "นิทานสำหรับเด็ก"
แต่เอาเข้าจริงเศร้ามากเลยนะเรื่องนี้ มันเหงา แปลกแยกอย่างบอกไม่ถูก
มาถึงตรงนี้เริ่มรู้สึกไหมว่านัทพูดไม่รู้เรื่อง คือมันหลากหลายจริงๆน่ะค่ะ
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และแนวคิดพื้นฐานของคนอ่านด้วย
คนไหนยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้รีบเลย รีบด่วน ควรยิ่ง
2 รูปนี้เอามาให้ดูเล่น
มันใสๆอ่ะค่ะ แล้วมันสะท้อนแสงจัง ชั้นยิ่งถ่ายรูปเป็นอยู่ด้วย (ประชดนะ)
ต้องปรับค่ายังไงมันถึงจะไม่สะท้อนล่ะคะเนี่ย
เห็นชัดไหม งั้นปรับแสงเอาแล้วกัน
พูดถึงหนังสือปรัชญาที่อ่านแต่ละรอบแล้วทำให้รู้สึกแตกต่างกัน
ยังมีอีกเล่มที่ไม่ควรพลาดคือ ทรายและฟองคลื่น (Sand and foam) ของคาลิล ยิบราน
ต้องหา edition ที่ไม่มีเลขหน้า แล้วมีภาพวาดของคาลิลประกอบด้วยจะเยี่ยมมาก
ทุกวันนี้ยังตามหา edition นั้นไม่เจอ คือเคยเห็นในห้องสมุด
แต่ตามร้านหนังสือจะไม่มี edition นั้นขายแล้ว
ถ้าใครเจอ บอกนัทด้วย จะกราบงามๆเลยเพราะตามหามาหลายปีแล้วยังหาไม่ได้
จริงๆจะบอกว่าเล่มนี้เป็นปรัชญาก็อาจจะไม่เชิง เพราะดูจะหนักมาทางศาสนาเสียมากกว่า
นัทอ่านแล้วไม่เข้าใจเยอะมาก ตอนอ่านก็คิดเลยว่า หนังสือเล่มนี้อ่านได้จนถึงตอนแก่
เพราะกว่าเราจะสั่งสมความคิดจนตกผลึกแล้วเข้าถึงได้ อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตก็ได้
นัทเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ทั้งชีวิตของนัทจะเพียงพอต่อการเข้าใจ "ระหว่างบรรทัด" ของเค้าไหม
นอกจากเล่มนี้ เล่มอื่นๆของเค้าก็น่าอ่านดีค่ะ
หนังสือของรพินทรนาถ ฐากูรก็น่าอ่าน ที่เค้าเป็นกวีรางวัลโนเบลคนแรกของเอเชียน่ะค่ะ
เรื่องมันเริ่มมาจากวันนึงนัทไปเจอหนังสือเก่าเล่มนึงในบ้าน
เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของรพินทรนาถ ฐากูร
ที่ทำให้แปลกใจคือนัทนึกว่าเป็นหนังสือของแม่
เพราะแม่จะมาทางปรัชญานิดๆ การเมืองหน่อยๆมากกว่าพ่อ
แต่พอไปถามแม่ กลับได้คำตอบว่าเล่มเนี้ย หนังสือของพ่อ
เอาล่ะสิ หนังสือพ่อเนี่ยนะ พร้อมลายเซ็นรพินทรนาถอีกตะหาก!
(มันคงไม่ใช่ว่าได้มาจากงาน fan meeting รพินทรนาถหรอก ใช่มั้ย 55555)
ว่าแล้วก็เลยลองอ่านดูซะหน่อยว่าพ่อของนัทนี่อ่านแนวไหน
อ่านไปก็น้ำตาหยดแหมะ มีเรื่องนึงชื่อเรื่อง Going Home มั้ง
หรือ Coming home หว่า ชื่อเรื่องประมาณนี้น่ะค่ะ
อ่านนานมากแล้ว จำชื่อเรื่องไม่ได้จริงๆ ขออภัยด้วย
มันสะท้อนความยากเข็ญของเด็กชายชาวอินเดียคนหนึ่ง แล้วมันดูจริงอ่ะ
เลยตามอ่านเล่มอื่นๆของเค้าด้วย หลายๆเล่มน่าสนใจดีค่ะ
อย่างพระจันทร์เสี้ยว edition ที่มี 2 ภาษาอ่ะ
ถือว่าได้อ่านหนังสือดีพร้อมกับพัฒนาภาษาไปด้วย ดีเหมือนกัน
หนังสือเล่มโปรดที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ โลกของโซฟี
อันนี้พลาดไม่ได้เลย เป็นหนังสือเรียนที่นัทรักมาก
อาจารย์ให้อ่านตอนปีหนึ่ง จนถึงทุกวันนี้ยังอ่านอยู่จนไม่ต้องนับแล้วว่าอ่านไปกี่รอบ
เป็นคัมภีร์ทองสำหรับคนเรียนปรัชญาจริงๆ แล้วอ่านสนุกด้วย
เล่มนี้เป็นหนังสือสอนปรัชญาที่หนูน้อยหมวกแดงกะหมีพูห์มาเพ่นพ่านในเรื่อง
ซึ่งก่อนหน้านั้น โซเครติส กะนักปรัชญาเจ๋งๆโผล่มาทักทายเราเป็นระยะๆก่อนแล้ว
ผู้พันที่ส่งข้อความถึงลูกสาว?ของตัวเอง โดยการส่งไปรษณียบัตรถึงเด็กสาวอีกคน
แม่ที่ช๊อคจนต้องถามลูกว่า แฟนลูกใช้ยาเสพย์ติดหรือเปล่า
โยสไตน์ กอร์เดอร์จับทุกอย่างมารวมกันในหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวได้ยังไง
ต้องไปหามาอ่านดูค่ะ เล่มหนา แต่อ่านสนุกค่ะ
ลืมหนังสือเรียนเชยๆไปได้เลย แบบนี้น่าอ่านกว่ากันเยอะ
ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน (The Alchemist) เล่มนี้อาจารย์รุจน์ โกมลบุตรเป็นคนแนะนำ
อาจารย์พูดถึงเรื่องนี้ตอนที่นัทไปเรียนวิชาเลือกของคณะวารสารศาสตร์ฯ
ในคาบหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของคณะ ไม่เอาน้ำมาเสิร์ฟ
อาจารย์ถามว่า รู้ไหมว่าทำไมวันนี้ผมถือขวดน้ำมา ทั้งๆที่ปกติแล้วไม่เคยเอามา
(เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ของคณะมีหน้าที่ต้องเตรียมน้ำให้อาจารย์ดื่มระหว่างสอนอยู่แล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องถือมาเอง)
ว่าแล้วก็ไปหาเรื่องนี้มาอ่าน แล้วจะเข้าใจเลยว่า
"ขุมทรัพย์" ที่ปลายฝันมันคืออะไร มันอยู่ตรงไหน
แม่หมอที่ทำนายฝันให้เด็กเลี้ยงแกะที่เป็นตัวเอกของเรื่อง
โดยไม่ยอมบอกรายละเอียดอะไรเท่าไหร่ แล้วแถมยังขอค่าทำนายเป็นส่วนแบ่งในสมบัติเสียด้วย
ตกลงแม่หมอรู้หรือไม่รู้ ตกลงขุมทรัพย์ที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ ต้องลองอ่านดู(อีกแล้ว)
นัทอ่านแล้วรู้สึกกับคำว่า "บังเอิญ" "โชคชะตา" "ฟ้าลิขิต" เปลี่ยนไปนิดหน่อยละ
เวลาอยู่หอมหาลัย พอมีรูมเมทใหม่ นัทก็จะแนะนำเล่มนี้ให้อ่าน
แล้วเราก็จะเข้าใจกัน ว่าทำไมเราถึงได้มาพบกัน
มีรูมเมทอยู่คนนึงบอกว่าเค้าก็อ่าน แล้วก็บังคับให้แฟนเค้าอ่านด้วย อิอิ
เรื่องนี้ออกแนวศาสนาหน่อยนะ แต่ถึงไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับคนเขียนก็อ่านได้ค่ะ
ง่า ก็บอกแล้วว่าทักขึ้นมาแล้วจะยาว ยาวดีไหมล่ะ topic นี้ ฮี่ๆ
ขออีกเรื่อง เรื่องสุดท้ายแระ คือพอเราเริ่มโตขึ้น
ไอ้ภาวะแปลกแยก (Alienation) ในตัวก็ชักจะแรงขึ้นทุกที
หนังสือเล่มนี้สนองความคิดส่วนตัวได้ดีนักแล
บ้า ไร้สติ ต่อต้านสังคม แปลกแยก สารพันเลยละ
"เรื่องเล่าสำหรับเด็ก: โต๊ะก็คือโต๊ะ" ของเพเตอร์ บิคเซล
อ่านยังไงก็ไม่รู้ว่าเค้าจะจัดเป็นเรื่องสำหรับเด็กได้ไง
คือถ้ามีลูกก็จะไม่ให้อ่านหรอกเล่มเนี้ย 555
เป็นรวมเรื่องสั้นนะคะ อ่านแล้วสนับสนุนพลังกบฏในตัวเองจริงๆ
"บางทีการเป็นผู้ใหญ่อาจหมายถึงการมีชีวิตอยู่กับคำตอบต่างๆที่มีอยู่โดยไม่ตั้งคำถาม
มีคำตอบโดยไม่ต้องมีคำถาม คนที่ชอบถามคือศัตรูของคำตอบที่มีอยู่"
ซึ่งสิ่งที่บิคเซลเคยเขียนไว้ในบทความได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
เค้าไม่ใช่แค่เป็นนักเขียนเรื่องสั้นธรรมดาๆ แต่ได้ยอมรับพื้นฐานที่สำคัญของปรัชญา
เช่นเดียวกับที่โสเครติสเคยกล่าวไว้ว่า การตั้งคำถามทางปรัชญา สำคัญกว่าคำตอบ
ซึ่งโยสไตน์ กอร์เดอร์เองก็ได้พูดถึงในเรื่องโลกของโซฟีเหมือนกัน
ว่าเมื่อคนเราโตขึ้นมา กลับเฉยเมยต่อโลก มีเพียงความคุ้นชิน
และเราก็เลิกตั้งคำถาม ไม่ปีนมายังปลายขนกระต่ายเพื่อมองตานักมายากล
แต่ซุกตัวในพงขนอันอ่อนนุ่มชั่วนิรันดร์
Topic นี้คงเป็น topic ประหลาดๆอันนึงของนัท แหะๆ
ก็ใช่ว่าจะคลั่งปู้จายไม่ลืมหูลืมตา นัทก็มีอารมณ์นี้นะเอ้อ
แต่topic หน้าจะกลับโหมดหลงปู้จายตามปกตินะค๊า
ว่าแต่พี่นัทเรียนปรัชญามาเหรอคะ? ดูมันขัดแย้งกับการงานในปัจจุบันมาเลยนะเนี่ย อิอิ (ล้อเล่งงงง)
ส่วนมากดิ๊งชอบอ่านเรื่องแปลอ่ะคะ พวกแนวประวัติบุคคลนี่ชอบ บันทึกของแอน แฟรงค์ เศร้ามากแต่ก็ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นด้วย
Under the Tuscan Sun กับ Bella Tuscani ที่เป็นเล่มต่อกันนี่ก็เป็นเหมือนบันทึกของอาจารย์ชาวอเมริกันที่ได้ไปซื้อบ้านอยู่ที่ทอสคานี่ อิตาลี อ่านแล้วอยากไปอยู่มั่งเลย
SnowBall Orange นี่ก็เป็นเรื่องของคนอเมริกัน(อีกแล้ว)ที่ไปซื้อบ้านอยู่ที่เกาะมายอก้า เสปน
Shanghai Baby นี่คือเล่มล่าสุดที่เพิ่งอ่านจบ ได้ยินเกี่ยวกับหนังสือนี้ครั้งแรกจาก ดร.จักรภพ เพ็ญแข...อ๋า เอ่ยชื่อนี้ได้มั้ยเนี่ย พูดตรงๆว่าดิ๊งชอบเค้ามากเลยนะ ชอบฟังรายการ "เปิดฟ้ากว้าง" ตอนเช้าๆที่เค้าเคยจัดรายการอยู่ก่อนจะหายไปทำกิจ การเมืองแล้วก็กู่ไม่กลับ ฮ่าๆ...นั่นแหละเข้าเรื่องๆ คือ ดร.เค้าพูดถึงหนังสือเล่มนี้ที่ว่าทางการจีนสั่งห้ามขาย เพราะเนื้อหามันสะท้อนถึงเซี่ยงไฮ้ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในรูปแบบที่จีนไม่อยากให้สายตาต่างชาติเห็น ทำนองนั้น อินี่ก็คันหามาอ่านจนได้ สนุกค่ะ อ่านแล้วนึกถึง The Bell Jar เลย นิยาย2เรื่องนี้คือกบฏทางความคิดและการกระทำแท้ๆ เหลืออีกเรื่องนึงน่ะไม่ยอมมีใครแปลมาให้อ่านซะที Catcher in the Rhy ที่ใครๆเค้าเล่าอ้างว่าเป็นภาคผู้ชายของ เดอะ เบลล์ จา อยากอ่านๆแต่ถ้าให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษ ชาตินี้คงอ่านไม่จบ ก๊ากกก
ส่วนนิยายที่เก่าที่สุดเท่าที่เคยอ่านคือ 'นิทานเวตาน' ได้รับมรดกตกทอดมาแบบเล่มเก่าๆ กระดาษเหลืองๆกรอบๆ antique สุดๆ เป็นอะไรที่อ่านแล้วไม่เห็นเข้าใจเลยพับผ่า
โอ้ววว เม้นยาวมาก...ถ้าให้คุยเรื่องหนังสือกะเพลงนี่ ท่าทางเราจะคุยกันได้ไม่จบจริงๆอ่าพี่นัท อิอิ ยังเหลืออีกเยอะนะเนี่ยแต่พอก่อนดีกว่า
#1 By dinkyzooza on 2009-08-23 20:18